ลิเวอร์พูล ส่องโปรแกรม 5 นัดถัดไป ชนะหมด แชมป์ทันทียากง่ายแค่ไหน

          มาดูกันว่ายากง่ายแค่ไหนกับโปรแกรมลีก 5 นัดถัดไปของ “ลิเวอร์พูล” ยอดทีมอันดับหนึ่งของโลก ถ้าหากชนะหมดนี้พวกเขาจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ทันที

          สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวันที่ 16 ก.พ. ว่า ความเคลื่อนไหว “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ทีมดังแห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่เพิ่งบุกไปเอาชนะ “นกขมิ้นสีเหลืองอ่อน” นอริช ซิตี้ 1-0 ในเกมลีกนัดล่าสุดเมื่อคืนที่ผ่านมา จากประตูชัยของ ซาดิโอ มาเน ในนาทีที่ 78 ของเกมการแข่งขัน

25/02/2020 : ลิเวอร์พูล – เวสต์แฮม ยูไนเต็ด

01/03/2020 : วัตฟอร์ด – ลิเวอร์พูล

07/03/2020 : ลิเวอร์พูล – บอร์นมัธ

17/03/2020 : เอฟเวอร์ตัน – ลิเวอร์พูล

22/03/2020 : ลิเวอร์พูล – คริสตัล พาเลช

 ลิเวอร์พูล ส่องโปรแกรม 5 นัดถัดไป ชนะหมด แชมป์ทันทียากง่ายแค่ไหน

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เกมบุกฟัด เชลซี ชิงพื้นที่ ชปล.ในเกมลีกนัดถัดไป

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เกมบุกฟัด เชลซี ชิงพื้นที่ ชปล.ในเกมลีกนัดถัดไป

         คาดการณ์รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริงของ “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” ในเกมที่จะบุกไปเยือน “เชลซี” ในเกมลีกนัดถัดไป ค่ำคืนวันจันทร์ที่ 17 ก.พ. นี้ 03.00 น. ตามเวลาประเทศไทย

         วันที่ 16 ก.พ. 63 ความเคลื่อนไหวของ “ปิศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมดังแห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่มีโปรแกรมบุกไปเยือน “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี ในเกมลีกค่ำคืนวันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์นี้ 03.00 น. ตามเวลาประเทศไทย

        เป็นที่เข้าใจกันว่า เจ้าบ้านอย่าง “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี ภายใต้การนำทีม แฟรง แลมพาร์ด รั้งอยู่ในอันดับที่ 4 โดยมี 41 คะแนนจากการลงสนาม 25 นัด ขณะที่ทีมเยือน “ปิศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

       โดยการบังคับการของ โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ อันดับรูดร่วงหล่นลงไปที่ 9 ของตารางแล้วมีแค่ 35 คะแนนจากจำนวนเกมที่เท่ากัน

       คาด 11 ตัวจริง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

       ดาบิด เด เคอา (GK) – อารอน วาน-บิสซากา, วิคเตอร์ ลินเดเลิฟ, แฮร์รี แม็คไกวร์, ลุค ชอว์, เฟร็ด, เนมันยา มาติช, เมสัน กรีนวูด, ดาเนียล เจมส์, บรูโน เฟอร์นันเดส, อองโตนี มาร์เชียล

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เกมบุกฟัด เชลซี ชิงพื้นที่ ชปล.

“คลอปป์” นำ “ลิเวอร์พูล” ยืด 2 สถิติสุดโหดหลังอัดนอริช ซิตี้

         “เยอร์เกน คลอปป์” นายใหญ่เลือดเบียร์ของ “ลิเวอร์พูล” ยอดทีมแดนผู้ดี นำต้นสังกัดยืด 2 สถิติสุดโหดหลังเกมบุกอัด “นอริช ซิตี้” 1-0 ในเกมลีกนัดล่าสุดเมื่อคืนที่ผ่านมา

          สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวันที่ 16 ก.พ. ว่า เยอร์เกน คลอปป์ ผู้จัดการทีมชาวเยอรมันของ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ทีมดังแห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นำสโมสรต้นสังกัดยืด 2 สถิติสุดโหดหลังเกมบุกเอาชนะ “นกขมิ้นสีเหลืองอ่อน” นอริช ซิตี้ 1-0 ในเกมลีกนัดล่าสุดเมื่อคืนที่ผ่านมา

          เป็นที่เข้าใจกันว่า ประตูโทนประตูเดียวดังกล่าวของเกมมาจาก ซาดิโอ มาเน ตัวสำรองของทีมเยือนที่ลงมายิงในนาทีที่ 78 ของเกมการแข่งขัน ทำให้พวกเขามีเพิ่มเป็น 76 คะแนนจากการลงสนาม 26 นัด ทิ้งห่างแชมป์เก่า “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึง 25 คะแนน แต่ลงแข่งมากกว่า 1 นัด

        โดยหลังจบเกมดังกล่าว นั่นทำให้ เยอร์เกน คลอปป์ นำทีมยืดสถิติไม่แพ้ใครในลีก 43 นัดติดต่อกัน ต้องการอีก 6 นัดจะเท่ากับสถิติ “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล ที่เคยทำไว้เมื่อระหว่างปี 2003-04 และอีก 7 นัดเพื่อทำลายสถิติ

        และยังทำทีมคว้าชัยชนะ 17 นัดติดต่อกัน ซึ่งต้องการชัยชนะอีกแค่ 1 นัดก็จะทาบสถิติของ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เคยทำไว้เมื่อปี 2017 และอีก 2 นัดเพื่อทำลายสถิติ

"คลอปป์" นำ "ลิเวอร์พูล" ยืด 2 สถิติสุดโหดหลังอัดนอริช ซิตี้

บาเลนเซีย ไล่ตีเจ๊าแอตเลติโก มาดริดสุดสนุก 2-2 ลาลีกา สเปน 2019/20 นัดที่ 24

        การแข่งขันฟุตบอล ลาลีกา สเปน 2019/20 นัดที่ 24 บาเลนเซีย อันดับ 7 เปิดสนามเมสตายา รับการมาเยือนของ แอตเลติโก มาดริด ทีมอันดับ 4 ของตาราง

วันนี้เจ้าถิ่นใช้แผน 4-4-2 กอนซาโล กูเอเดส จับคู่ มักซี โกเมซ ล่าตาข่าย เฟร์รัน ตอร์เรส กับ คาร์ลอส โซเลร์ ขึ้นเกมด้านข้าง

        ด้านทีมเยือนมาในระบบ 4-4-2 เช่นกัน ซาอูล นิเกซ กับ โกเก เป็นหัวใจในแนวรุก อังเคล คอร์เรอา และ บิโตโล ล่าตาข่ายในแดนหน้า

        จบครึ่งแรก แอตเลติโก มาดริด บุกมานำบาเลนเซีย 2-1

ผลการแข่งขันปรากฏว่า ทั้งสองทีมกินกันไม่ลงเสมอกันไปอย่างสนุก 2-2 ทัพค้างคาวได้ประตูจาก กาเบรียล เปาลิสตา นาที 40 และ จอฟฟรีย์ ก็องด็อกเบีย นาที 59 ส่วนขุนพลตราหมีขึ้นนำก่อนสองครั้งจาก มาร์คอส ยอเรนเต นาที 15 และ โธมัส พาร์ตีย์ นาที 43

ช่วงเวลาที่เหลือทั้งสองทีมทำอะไรกันเพิ่มไม่ได้ จบเกม บาเลนเซีย เสมอ แอตเลติโก มาดริด 2-2 แบ่งกันไปทีมละแต้ม แอตฯ มาดริด เก็บเพิ่มเป็น 40 คะแนน รั้งอันดับ 4 ส่วน บาเลนเซีย มีเพิ่มเป็น 38 คะแนน ขึ้นอันดับ 6 ลาลีกา สเปน 2019/20 นัดที่ 24

         ทั้งสองทีมมีโปรแกรมต่อไปต้องลงเตะในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมนัดแรกช่วงกลางสัปดาห์ เริ่มจากตราหมีเปิดบ้านพบลิเวอร์พูลแชมป์เก่าในคืนวันอังคาร ส่วนค้างคาวไฟบุกเยือนอตาลันต้าคืนวันพุธ

 บาเลนเซียไล่ตีเจ๊าแอตเลติโก มาดริดสุดสนุก 2-2ลาลีกา สเปน 2019/20 นัดที่ 24

ยูฟ่าลงดาบแบน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ห้ามเล่นถ้วยยุโรปทุกรายการ 2 ปี

         แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แชมป์เก่าแห่งศึกพรีเมียร์ลีก ถูกสหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรป หรือ ยูฟ่า แบนจากการแข่งขันที่จัดขึ้นโดยยูฟ่าทุกรายการเป็นเวลา 2 ปี และถูกปรับเป็นเงิน 24.9 ล้านปอนด์ เนื่องจากสโมสรละเมิดข้อบังคับอย่างร้ายแรงเกี่ยวกับกฏไฟแนนเชียล แฟร์เพลย์ (FFP)

โดยคณะกรรมการควบคุมด้านการเงิน (CFCB) ได้ทำการตรวจพบว่า ทีมเรือใบสีฟ้ามีการละเมิดข้อบังคับขั้นรุนแรงที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับระเบียบของ ยูฟ่า และ กฎไฟแนนเชียล แฟร์เพลย์

ในรายงานของยูฟ่านั้นระบุว่า แมนฯ ซิตี้ มีการลงข้อมูลบัญชีอันเป็นเท็จเกี่ยวกับรายได้จากสปอนเซอร์ ตั้งแต่ปี 2012 ถึง 2016 โดยทางสโมสรก็ได้ออกมาชี้แจงทำนองที่ว่า รู้สึกผิดหวัง แต่ก็ไม่แปลกใจแต่อย่างใด และจะดำเนินการยื่นเรื่องขออุทธรณ์ต่อ อนุญาโตตุลาการศาลกีฬา ต่อไป

คำสั่งลงโทษนี้จะมีผลบังคับใช้ทันทีในฤดูกาลหน้า นั่นหมายความว่าหาก แมนฯ ซิตี้ จบซีซั่นนี้ในอันดับท็อป 4 ก็ไม่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้ ซึ่งสิทธิ์ในการไปเล่นในรายการนี้นั้นจะตกเป็นของทีมในอันดับที่ 5 ของตารางคะแนนต่อไปทันที

ยูฟ่าลงดาบแบน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ห้ามเล่นถ้วยยุโรปทุกรายการ 2 ปี

ฟาบริซิโอ ราวาเนลลี ดาวยิงและเพื่อนร่วมงานยอดแย่.. ที่ทุกคนต้องเกรงใจ

ฟาบริซิโอ ราวาเนลลี ดาวยิงและเพื่อนร่วมงานยอดแย่.. ที่ทุกคนต้องเกรงใจ

          ฟาบริซิโอ นักฟุตบอลที่ดูแล้วไม่ใช่เพื่อนร่วมทีมที่ดีนัก เจ้าอารมณ์เป็นที่หนึ่ง ไม่รักษากฎระเบียบ คิดจะทำอะไรก็ทำ แต่เมื่อลงสนามกลับทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี จนคนอื่นๆด่าไม่ลง

          นักเตะสไตล์นี้มีเสน่ห์ลึกลับซ่อนอยู่ พวกเขาจะเป็นนักเตะที่จะพูดว่ารักก็พูดได้ไม่เต็มปาก จะพูดว่าเกลียดก็ไม่ตรงเป๊ะเสียขนาดนั้น.. ทั้งหมดนี้เป็นเพราะความติสต์แตกของนักเตะคนนั้นๆ

          นี่คือเรื่องราวของกองหน้าแห่งยุค 90’s ที่ติสต์ที่สุดคนหนึ่ง คนที่ลงซ้อมแล้วเพื่อนต้องส่ายหัว แต่เมื่อลงสนามกลับเป็นคนแรกที่เพื่อนๆมองหา

           ติดตามเรื่องราวของ ฟาบริซิโอ ราวาเนลลี ได้ที่นี่

วัยแห่งความฝัน 

           ฟุตบอลกัลโช่ เซเรีย อา ของอิตาลี ในยุค 90’s นั้นเฟื่องฟูถึงขีดสุด โดยเฉพาะในส่วนของผู้เล่นเกมรุกนั้นถือว่าเต็มไปด้วยแข้งระดับโลกทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น มาร์โก ฟาน บาสเทน, โรแบร์โต บาจโจ, จูเซ็ปเป ซินญอรี หรือคนอื่นๆ อีกมากมาย

          ในการแข่งขันระดับสูงเช่นนี้ จึงไม่มีที่ว่างให้กับเหล่านักเตะที่มีพรสวรรค์แต่ไร้ความเคารพต่อทีมและเพื่อนร่วมทีมมากนัก ทุกคนต้องสู้เพื่อตำแหน่ง 11 ตัวจริง ดังนั้น ฟาบริซิโอ ราวาเนลลี ในช่วง 90’s ที่ค้าแข้งอยู่กับยูเวนตุส จึงถือเป็นยอดดาวยิงที่ครบเครื่องที่สุดคนหนึ่ง เหตุผลก็เพราะว่าเขาให้ความเคารพและรักสโมสรนี้มากจนสามารถทุ่มเททุกอย่างที่ตัวเองมีได้

          “การได้ย้ายไปอยู่กับยูเวนตุสคือฝันที่เป็นจริงของผม ผมเป็นแฟนของยูเว่มาโดยตลอด ตอนที่เล่นให้กับเรจเจียน่า พอมีข่าวว่าแมวมองของยูเวนตุสมาดูฟอร์ม ผมเหมือนกับเป็นนักเตะที่มีพลังวิเศษเลย” ราวาเนลลีเล่าเรื่องราวจากจุดเริ่มของความยิ่งใหญ่

         “ที่เรจเจียน่า ผมยิงประตูถล่มทลายอยู่แล้ว แต่พอแมวมองของยูเว่มาดูฟอร์มถึงสนาม ผมกลับเก่งยิ่งขึ้นไปอีก ทำได้ดีขึ้นอย่างเหลือเชื่อ ซึ่งผมรู้ว่าจริงๆแล้วมันเป็นโอกาสที่ดีที่สุดในชีวิต มันไม่ใช่พลังวิเศษอะไรหรอก ผมแค่ใส่ทุกอย่างที่ผมมีลงไป เพราะผมไม่ต้องการจะพลาดโอกาสครั้งสำคัญนี้” 

          ความรู้สึกของเด็กหนุ่มที่ถูกสโมสรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ แถมยังเป็นสโมสรที่ตัวเองเชียร์เฝ้ามอง สามารถบอกเราได้แบบไม่ต้องใช้คำพูดมากมายว่าราวาเนลีในตอนนั้นร้อนแรงในเรื่องของการยิงประตู อันเป็นเหตุเพราะความมุ่งมั่นที่พุ่งทะยานถึงขีดสุด และไม่ว่าใครก็ตามบนโลกนี้ที่มีความปรารถนาแรงกล้า และมีความมุ่งมั่นทุกขณะจิต เมื่อนั้นความสำเร็จไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

           ที่ยูเวนตุส ไม่มีเลยสักเวลาที่ราวาเนลลีทำผลงานได้ตกต่ำจนหลายคนส่ายหัว แต่ตรงกันข้าม มันกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้เขาจะมาจากเซเรีย บี (ลีกรอง) แต่เมื่อมาเล่นให้กับยูเวนตุส ราวาเนลลียกระดับตัวเองขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยการก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีมทันทีตั้งแต่ฤดูกาลแรก (1992-93)

            ทุกอย่างมันเหมือนเคมีที่เข้ากันอย่างลงตัว ยูเวนตุส คือสโมสรที่ดีที่สุดและไม่เคยพอใจกับผลเสมอ ขณะที่ราวาเนลลีในช่วงวัยรุ่นเป็นพวกเลือดร้อนและมีความกระหายยิ่งกว่าใคร ดังนั้น ไม่ใช่แค่ฝีเท้าเท่านั้นที่ทำให้เขาได้รับสิทธิ์ขึ้นมาเป็นดาวยิงหมายเลข 1 ของทีม แต่มันเป็นเพราะทัศนคติที่เหนือกว่าการเป็นนักฟุตบอลอาชีพไปอีกขั้น

            ปีแรกกับยูเวนตุส เขาพาทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า คัพ ขณะที่ให้หลังมาอีก 2 ปี ราวาเนลลีระเบิดฟอร์มที่ดีที่สุดในชีวิตด้วยการยิง 30 ประตู ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา และฤดูกาล 1995-96 เขาสานต่อความสำเร็จครั้งใหญ่ด้วยการพายูเวนตุสเถลิงแชมป์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปอย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

            4 ปีกับยูเวนตุสดำเนินไปตามเส้นทางของยอดนักเตะอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม โลกฟุตบอลมักมีอะไรเกิดขึ้นแบบไม่ทันได้คาดคิดและมีเวลาพอให้เตรียมตัวเสมอ.. หลังจากคว้าแชมป์ยุโรป ราวาเนลลีก็ต้องได้รับข่าวที่เขาไม่อยากจะเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นกับตัวเองที่ทำผลงานได้ดี เป็นแข้งคนสำคัญ และเป็นที่รักของแฟนๆทุกคน

ย้ายแบบไม่อยากย้าย 

            ราวาเนลลี ในวัย 28 ปี ถูกเรียกว่า 1 ในกองหน้าแห่งยุคไปแล้ว ณ เวลานั้น (หลังคว้าแชมป์ยุโรป) และในช่วงวัยดังกล่าวน่าจะเป็นช่วงเวลาที่พีกที่สุดของนักฟุตบอลคนหนึ่งที่มีพร้อมทั้งฝีเท้า, ทัศนคติ และ วุฒิภาวะ ดังนั้นไม่มีใครคิดว่ายูเวนตุสจะโละนักเตะที่มีพร้อมทุกอย่างออกจากทีม

           ในยุคของประธานสโมสรที่ชื่อว่า วิคตอริโอ ชูซาโน (Vittorio Chiusano) การนำ มาร์เชลโล ลิปปี เข้ามาคุมทีมในปี 1994 ถือเป็นการยกระดับทีมขึ้นมาอีกขั้นโดยแท้จริง ลิปปีเป็นคนที่สามารถสร้างบรรยากาศให้นักเตะในทีมมั่นใจ มีจิตวิญญาณของผู้ชนะ ทว่าคนเก่งๆอย่างลิปปีมักจะมีแนวคิดหัวก้าวหน้าที่ไม่หยุดนิ่ง.. เขาไม่เคยให้เกรดการทำงานของตัวเองในระดับเพอร์เฟ็กต์เลย มีแต่ต้องดีขึ้นในปีต่อๆไป

           และแนวคิดนี้เอง ทำให้ราวาเนลลีต้องออกจากทีมไปในฤดูกาล 1996-97 เพราะลิปปีปรับโครงสร้างนักเตะเกมรุกใหม่โดยใช้ อเลสซานโดร เดล ปิเอโร ขึ้นเป็นศูนย์กลางของทีมเต็มตัว พร้อมด้วยการเสริมทัพของแข้งระดับพระกาฬอย่าง อเลน บ็อกซิช กองหน้าที่ดีที่สุดของลาซิโอในเวลานั้น และ คริสเตียน วิเอรี เจ้าของฉายา “บอมบ์เบอร์” ดาวยิงที่จะก้าวขึ้นมาเป็นแข้งแถวหน้าของประเทศ

           สำคัญที่สุดคือการมาของเพลย์เมคเกอร์ที่ดีที่สุดแห่งยุคอย่าง ซีเนดีน ซีดาน จอมทัพชาวฝรั่งเศสที่ซื้อมาจากบอร์กโดซ์ เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่ลิปปีต้องการคือความสมดุลในเกมรุก เขาอยากให้ซีดานเป็นผู้เริ่มงาน มี เดล ปิเอโร เป็นคนจบงาน และมีตัวสอดแทรกอย่าง บ็อกซิช และ วิเอรี คอยสแตนด์บาย นี่คือการเกลี่ยทีมที่ลิปปีเชื่อว่ามันดีที่สุด และมันก็ดูจะถูกใจผู้เล่นในทีมเป็นอย่างมาก

          ซีดานคือโคตรของโคตรพรสวรรค์ คุณรู้ไหมอะไรที่ทำให้เขาคือขั้นกว่าของอัจฉริยะ?.. เขาเป็นนักเตะที่พร้อมจะทำเพื่อทีม เขาไม่เคยเห็นแก่ตัวเลยสักครั้งที่อยู่ในสนาม นี่คือผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมที่สุด และผมโชคดีจริงๆที่ได้เล่นคู่กับเขา” นี่คือสิ่งที่ เดล ปิเอโร พูดถึงคู่หูคนใหม่ ซึ่งชัดเจนว่าลิปปีจำเป็นที่จะต้องขายราวาเนลลีออกไปด้วยเหตุผลนี้เอง

         “แน่นอน ผมไม่ควรจะต้องย้ายออกจากยูเวนตุสเลย แต่ตอนนั้นผมมีความทะนงตัวอยู่พอสมควร ผมคิดว่าผมเองก็ไม่ใช่นักเตะธรรมดาๆ และแข็งแกร่งพอที่จะออกจากทีมไปและเล่นที่ไหนก็ได้” ราวาเนลลีกล่าว

          ไม่แปลกหรอกที่เขาจะมั่นอกมั่นใจในฝีเท้าของตัวเอง เพราะตัวเลขสถิติ รวมถึงถ้วยแชมป์ มันฟ้องทุกอย่างว่าเขาคือนักเตะที่ยอดเยี่ยมจริงๆ แต่บางครั้งอะไรที่มันมากเกินไปก็ไม่ดี และความมั่นใจที่ล้นเหลือและอีโก้ที่สูงปรี๊ด ก็ทำให้เขาเจอปัญหาจนได้ในการย้ายทีมครั้งต่อไป

          เดอะ โบโร่.. ขวัญใจแฟน แต่ขัดใจเพื่อน 

         ราวาเนลลีเปลี่ยนจากแชมป์ยุโรปไปสู่สมาชิกทีมระดับกลางๆของพรีเมียร์ลีกอย่าง มิดเดิลสโบรช์ ด้วยค่าตัว 7 ล้านปอนด์ รับค่าเหนื่อยมากที่สุดในทีมถึงสัปดาห์ละ 42,000 ปอนด์ ดีกรีของเขาถือว่าสูงกว่านักเตะทุกคนในทีม และยิ่งการลงสนามนัดแรกให้กับต้นสังกัดใหม่ ราวาเนลลีสามารถกดแฮตทริกใส่ลิเวอร์พูลได้ทันทีในเกมเปิดสนามที่เสมอกัน 3-3 ดังนั้นอีโก้เขาจึงสูงจนยากจะหยุดอยู่ภายในเวลาอันรวดเร็ว

       “คือมันเหมือนกับทีมของคุณมีนักเตะแบบ เมสซี หรือ โรนัลโด นั่นแหละ (การมีนักเตะอย่างราวาเนลลีอยู่ในทีม)” เคร็ก ฮิกเน็ตต์ นักเตะของ เดอะ โบโร่ ในยุคนั้นกล่าว

         มาถึงตรงนี้ การมาของราวาเนลลีควรจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และเป็นขวัญกำลังใจให้กับเพื่อนร่วมทีม แต่ความจริงมันไม่ได้สวยงามอย่างนั้น ราวาเนลลีไม่เคารพกฎของสโมสร เขาคิดว่าตัวเองใหญ่ค้ำฟ้า

         ไม่มีการอ่อนน้อมถ่อมตนเหมือนกับตอนที่เขาอยู่ที่ยูเวนตุสเลยแม้แต่น้อย ยิ่งมีนักเตะอย่าง จูนินโญ เปาลิสตา และ เอแมร์สัน อยู่ในทีมโบโร่ชุด  นั้นจึงเป็นบอลที่ไม่มีทีมเวิร์กเลย แค่ส่งให้ 3 แข้งเทพจัดการ ทุกอย่างก็เรียบร้อย คนอื่นๆเป็นแค่ส่วนประกอบเท่านั้น

       “สตีฟ กิบสัน (ประธานสโมสร) บอกเราว่า เราจะไปสู่ความยิ่งใหญ่ เขาอยากให้ทีมกลับสู่ความรุ่งโรจน์อีกครั้งเหมือนในยุค 70’s ที่เรามี แจ็คกี ชาร์ลตัน แต่บอกตรงๆ มันโคตรจะไม่เวิร์กเลย สิ่งที่เกิดขึ้นในสนามมันหาคำว่าทีมไม่เจอ แต่มันคือการเล่นกันของ 3 นักเตะเวิลด์คลาส กับ 8 นักเตะบ้านๆที่เป็นตัวประกอบ” เอริค เพย์เลอร์ นักข่าวท้องถิ่นกล่าวถึงทีมในเวลานั้น

เพื่อนร่วมทีมในหมวดหมู่ นักเตะบ้านๆ” ให้สัมภาษณ์ถึงราวาเนลลีตรงกันเกือบจะทั้งหมด พวกเขาเรียกราวาเนลลีว่า “ไอ้อิตาเลียนขี้วีน” แต่ก็ต้องยอมรับว่า ถ้าเขาไม่ลงสนาม ทีมก็ไปไม่ถึงไหนอยู่ดี

        “คือยังไงล่ะ ครึ่งหนึ่งในทีมเกลียดขี้หน้าเขามาก ส่วนอีกครึ่งก็ดูจะรักเขา จริงๆเขาเป็นคนที่ทำงานหนักเพื่อทีมนะ แถมเก่งมากที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น แต่ในฐานะคนๆหนึ่ง หมอนี่มันโคตรยียวนเลย ราวาเนลลีเห็นแก่ตัวในทุกสิ่งที่เขาลงมือทำ” ฮิกเน็ตต์ขยายความต่อ

          ขณะที่ ยาน อาเก ยอร์ทอฟต์ (Jan Aage Fjortoft) ก็บอกไปในทิศทางเดียวกันว่าราวาเนลลีเอาแต่ใจตัวเอง จนเพื่อนๆเลิกผิดหวังแล้ว แต่กลายเป็นขำกับแต่ละเรื่องที่เขาทำมากกว่า

       “ในช่วงประชุมทีม ราฟ (ชื่อเล่นของ ราวาเนลลี) พูดแทรกเสียงดังโหวกเหวก เขาชอบบ่นเป็นภาษาอิตาลีว่า ‘พอได้แล้วเฮ้ย ข้าอยากจะกลับบ้านเข้าใจป่ะ?’ คือผมเห็นแล้วผมก็อดหัวเราะไม่ได้เลย คุณรู้ไหมว่า ไบรอัน ร็อบสัน ตอบเขาว่าไง ‘นายหมายความว่า โอเคใช่ไหมกับสิ่งที่เราประชุม?’ และเรื่องจบลงที่ล่ามของราวาเนลลีตอบคำถามนี้ให้เอง ‘ใช่แล้ว เขาเข้าใจแล้วล่ะ'” แข้งชาวนอร์เวย์ เล่าเรื่องความเก๋าของราวาเนลลีที่ เดอะ โบโร่

          สิ่งหนึ่งที่คุณไม่สามารถปฏิเสธได้คือ ราวาเนลลียังคงเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมไม่เปลี่ยนแปลง เขายิงประตูไปทั้งหมด 31 ลูก พาทีมเข้าชิงฟุตบอลถ้วยในประเทศ 2 รายการในปีเดียว.. แต่เมื่อโบโร่เป็นทีมที่เล่นแบบ 8+3 พวกเขาจึงไปไหนได้ไม่ไกล.. แพ้ในรอบชิงชนะเลิศทั้ง เอฟเอ คัพ และ ลีก คัพ (ปัจจุบันเป็น คาราบาว คัพ) และหนักที่สุดคือการตกชั้นอีกต่างหาก

        “ผมแสดงให้เห็นแล้วว่าผมเล่นได้ดีขนาดไหนที่โบโร่ แต่มันต่างกันอยู่นะกับการเล่นให้ยูเวนตุส ผมได้ข้อคิดข้อหนึ่ง คือเมื่อคุณจะออกจากสโมสรที่แข็งแกร่งและเป็นโคตรทีม คุณควรกลับไปคิดสัก 100 ครั้งว่าจะย้ายจริงเหรอ? ซึ่งผมดันไม่ได้คิดแบบนั้น และสุดท้ายก็ต้องมานั่งเสียใจที่เลือกย้ายออกมา” ราวาเนลลีกล่าวถึงความผิดพลาดที่ทำให้เขามาเล่นในอังกฤษและจบแบบไม่สวยเท่าไรนัก

         ตกตะกอนทางความคิด 

          ช่วงเวลาหลังจากนั้น ราวาเนลลีกลายเป็นนักเตะพเนจร ด้วยการไปเล่นให้กับทีมในฝรั่งเศสอย่าง โอลิมปิก มาร์กเซย กลับอิตาลีไปเล่นให้ ลาซิโอ และหวนคืนสู่ฟุตบอลอังกฤษแบบสั้นๆกับ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ ไปจนถึงทีมเล็กๆในสก็อตแลนด์อย่าง ดันดี ซึ่งจบด้วยการแขวนสตั๊ดกับ เปรูจา ซึ่งเป็นทีมในเมืองเกิดและแจ้งเกิดบนเส้นทางอาชีพของเขา

          การออกจากมิดเดิลสโบรช์ เกิดขึ้นพร้อมๆกับการมาถึงขาลงของเขา และการผจญภัยไปยังที่ต่างๆในช่วงอายุที่มากขึ้นและฝีเท้าที่ค่อยๆหายไป ทำให้ราวาเนลลีเข้าใจอะไรหลายอย่างมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่กลับมาเล่นให้กับดาร์บี้ในฤดูกาล 2001-02 นั้น

         นักเตะดาร์บี้ไม่มีใครบ่นถึงพฤติกรรมเอาแต่ใจและใหญ่เกินทีมของเขาเหมือนกับที่โบโร่เลย

         ราวาเนลลีพอจะเข้าใจแล้วว่าเขาควรจะทุ่มเทให้กับการเล่นมากกว่านี้ และเลิกทำเป็นเล่นกับความศรัทธาของแฟนบอลและเพื่อนร่วมทีม

       “ฟุตบอลอังกฤษถือเป็นฟุตบอลที่แท้จริง แข็งแกร่งและยุติธรรม แฟนๆเต็มไปด้วยแพสชั่น พวกเขาสนับสนุนคุณอย่างไร้เงื่อนไข ไม่มีที่ไหนคุณสามารถมีชีวิตกับฟุตบอลได้ดีเหมือนกับอังกฤษอีกแล้ว ผมไปเล่นมาก็หลายที่ในต่างแดน ที่มาร์กเซย แฟนๆก็รักผมนะ แต่ผมมาคิดได้ว่าบางทีผมน่าจะอยู่ที่อังกฤษให้นานกว่านี้” ราวาเนลลีในวัยแขวนสตั๊ดพูดถึงการหนีออกจากโบโร่ทันทีหลังทีมตกชั้น

       “ผมยิง 31 ลูกในซีซั่นแรกที่อังกฤษ ผมคิดว่ามันไม่เลวร้ายเลยนะ มีหลายอย่างที่เกิดขึ้นหลังจากที่ผมย้ายออกจากยูเวนตุส ผมยอมรับว่าผมเสียใจที่ผมเลือกย้ายออกมา แต่ความจริงคือผมเองก็รักทุกช่วงเวลาตลอดทั้งฤดูกาลที่เล่นให้มิดเดิลสโบรช์ด้วย” 

      “ย้อนกลับไป มันน่าเสียดายที่เราตกชั้น แต่ผมก็ยังจำบรรยากาศทั้งหมดที่เกิดขึ้นในตอนนั้นได้ดี ทุกครั้งที่ผมกลับมาอังกฤษ แฟนๆที่เดินผ่านจะเข้ามาทักทาย พวกเขายังจำผมได้อยู่เลย.. แฟนๆของ เดอะ โบโร่ ยังอยู่ในหัวใจผมเสมอ และผมก็คิดว่าผมเองยังอยู่ในหัวใจของพวกเขาด้วย” ราวาเนลลีกล่าวทิ้งท้าย

 ฟาบริซิโอ ราวาเนลลี ดาวยิงและเพื่อนร่วมงานยอดแย่.. ที่ทุกคนต้องเกรงใจ

 

 

เชลซี มาห์เรซ คาสคาริโน พูดว่า โชคดีได้ ซิเยค เข้าร่วมทีม

มาห์เรซ คาสคาริโน ออกมาพูดว่า โชคดีได้ ซิเยค เข้าร่วมทีม

        โทนี คาสคาริโน อดีตนักเตะ  ​เชลซี  ได้ออกมาชื่นชม ฮาคิม ซิเยค ว่าที่นักเตะใหม่ในฤดุกาลหน้าว่ามีความเก่งกาจไม่แพ้ ริยาด มาห์เรซ ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เลย

โดย สิงห์บลู ได้ตกลงกับ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ในการคว้าตัว ซิเยค มาร่วมทีมช่วงซัมเมอร์นี้ด้วยค่าตัว 40 ล้านยูโรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“เขามีทุกอย่างเพียบพร้อมสมบูรณ์แบบ” คาสคาริโน อดีตนักเตะ เชลซี กล่าว “เขาเป็นคนที่เล่นลูกคั้งเตะได้ดี อีกทั้งยังมีบางอย่างคล้ายๆ กับ มาห์เรซ”

“เขาสามารถแหวกคู่แข่งเลี้ยงกินตัวได้ อีกทั้งยังมีสถิติแอสซิสต์ที่เยี่ยมยอด นี่คือคนที่มีความสามารถสูงมากๆ ผมว่า เชลซี นั้นโชคดีที่ได้ตัวมา”

“เขามีทุกอย่างที่ต้องมีในการลงเล่น เขาสามารถทำให้ เรอัล มาดริด พังได้เมื่อปีก่อนและแม้จะมีประเด็นเรื่องไลฟ์สไตล์อยู่บ้างแต่ก็จะสามารถก้าวข้ามมันได้แน่นอน”

 เชลซี มาห์เรซ คาสคาริโน พูดว่า โชคดีได้ ซิเยค เข้าร่วมทีม

อบิดัลลั่น บาร์ซ่า ไม่เคยล่าบรูโน เฟอร์นันเดส รู้ทันหรอก

อบิดัลลั่น บาร์ซ่า ไม่เคยล่าบรูโน เฟอร์นันเดส รู้ทันหรอก

          เอริก อบิดัลผู้อำนวยการกีฬาของบาร์เซโลน่าหรือ บาร์ซ่า ระบุว่าพวกเขาไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับ บรูโน เฟอร์นันเดส เพลย์เมคเกอร์ป้ายแดงของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างที่เคยมีข่าวเลย

“บรูโนเป็นนักเตะที่น่าสนใจ แต่เอเยนต์พยายามทำงานของตัวเอง เราไม่เคยต้องการตัวเขา”

“พวกเขาพยายามขายผลิตภัณฑ์ให้ แต่เราไม่ได้ให้ความสนใจของตัวสินค้านี้” อดีตกองหลังทีมชาติประเทศฝรั่งเศสเผย

สำหรับแข้งชาวโปรตุกีสย้ายจาก สปอร์ติ้ง ลิสบอน มาร่วมทัพ แมนฯ ยูไนเต็ด ด้วยมูลค่า 55 ล้านยูโร (ราว 47 ล้านปอนด์) ภายใต้เงื่อนไขออปชั่นโบนัสที่อาจทำให้ดีลดังกล่าวมีมูลค่าเพิ่มขึ้นแตะหลัก 80 ล้านยูโร (ราว 67.7 ล้านปอนด์) ตามผลงานในอนาคตภายใต้สัญญายาว 5 ปีพร้อมกับออปชั่นขยายสัญญาอีก 1 ปี

อบิดัลลั่น บาร์ซ่า ไม่เคยล่าบรูโน เฟอร์นันเดส รู้ทันหรอก

ตำนาน หงส์แดง ดึงคูตี้คืนถิ่นแต่ยอมรับฝีเท้าอาจจะไม่เหมือนเดิม

         สตีฟ นิโคล ตำนานนักเตะของลิเวอร์พูลทีมจ่าฝูงในศึกพรีเมียร์ลีกกล่าวว่า หงส์แดง ควรจะดึง ฟิลิปเป้ คูตินโญ กลับมาร่วมทีมอีกครั้งหากได้ราคาที่เหมาะสม

         คูตี้ ย้ายไปเล่นให้กับ บาร์เซโลนา เมื่อปี 2018 ด้วยค่าตัว 142 ล้านปอนดื แต่หลังจากนั้นก็ไม่ประสบความสำเร็จและไม่สามารถยึดตำแหน่งตัวจริงในทีมได้จนต้องย้ายมาเล่นให้กับ บาเยิร์น มิวนิค ทีมดังในศึก บุนเดสลีกา ในแบบยืมตัวในซีซันนี้

         อย่างไรก็ตามมีข่าวว่า บาร์ซา ตั้งค่าตัวของตัวรุกบราซิลเลียนแบบถูกสุด ๆ เพื่อต้องการปล่อยนักเตะออกจากทีมในช่วงซัมเมอร์ ซึ่ง นิโคล มองว่าหาก ลิเวอร์พูล สามารถซื้อกลับคืนมาด้วยราคาที่ไม่แพงนักก็เป็นสิ่งที่พวกเขาสมควรจะทำแต่ก็เชื่อว่าอาจจะต้องใช้เวลาในการปรับตัวกับการเล่น พรีเมียร์ลีก อีกครั้ง

         ถ้าเป็นผม ผมจะดึงเขากลับมา ถ้าได้ราคาดีนะ ตำนาน หงส์แดง กล่าวกับ อีเอสพีเอ็น

       “ตอนที่เขาเล่นให้กับ ลิเวอร์พูล เขาไม่ได้เล่นด้านกว้างในระบบกองหน้าสามคนเท่านั้น แต่เขายังเล่นด้านกว้างในแผงกลางสามคนได้ด้วย แต่ผมไม่คิดว่าเขาได้แบบนั้นอีกแล้วในตอนนี้ เพราะดูเหมือนว่าเขากำลังสูญเสียแนวทางการเล่นแบบนั้นไป ผมไม่คาดหวังให้เขาทำในสิ่งที่เคยทำกับทีมเหมือนเมื่อก่อน ซึ่งเขาเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม”

      “แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้เขาจะเล่นไม่ได้แบบนั้นแล้ว ถ้าเขาย้ายกลับมาเล่นให้กับ ลิเวอร์พูล หรือ ​แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็อาจจะต้องใช้เวลาซักระยะสำหรับการกลับมาเล่นใน พรีเมียร์ลีก อีกครั้ง แต่ที่ ยูไนเต็ด เขาคงไม่มีเวลามากนักในการปรับตัวกับทีม”  นิโคล กล่าว

ตำนาน หงส์แดง ดึงคูตี้คืนถิ่นแต่ยอมรับฝีเท้าอาจจะไม่เหมือนเดิม

ดาโลต์ยืนยัน บรูโน ปรับตัวได้ไวเหมือนอยู่กับผีแดงมาแล้ว2ปี

ดาโลต์ ยืนยัน บรูโน ปรับตัวได้ไวเหมือนอยู่กับผีแดงมาแล้ว2ปี

         ดาโลต์ แบ็คขวาวัยรุ่นของ ​สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แห่งศึก​ ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ยอมรับว่ารู้สึกแปลกใจเล็กๆ ที่ บรูโน เฟอร์นันเดส สามารถปรับตัวให้เข้ากับทุกอย่างในทีม ปีศาจแดง ได้ราวกับอยู่มานาน 2 ปีแล้ว

        บรูโน เฟอร์นันเดสสามารถปรับตัวให้เข้ากับทีมเราได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งผมเองก็แปลกใจว่าทำไมมันเกิดขึ้นไวขนาดนี้” แข้งชาวโปรตุเกส กล่าวคือผมกำลังจะบอกว่า บรูโน ผ่อนคลาย ทำทุกอย่างได้เนียนมาก เรียบง่ายมาก ไม่ว่าจะการฝึกซ้อม การใช้ชีวิต ไปจนความสนิทสนมกับเพื่อนนักเตะคนอื่นราวกับอยู่สโมสรแห่งนี้มาแล้ว 2 ปีเลยทีเดียว

       ดังนั้น นี่คืออีกหนึ่งคนที่จะสามารถช่วยเหลือทีมได้นะ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเขาถึงมาที่นี่ (ลุ้นท็อปโฟร์และคว้าแชมป์) แมน ยูไนเต็ด ต่อสู้เพื่อถ้วยรางวัลและเอาชนะเกมต่างๆอยู่เสมอ

       และการที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้คนเก่งๆ แบบนี้มาเสริมทัพถือว่าเป็นประโยชน์สุด ๆสำหรับทุกเรื่องเพราะ บรูโน มีความมหัศจรรย์สูงมากจนฝากความหวังได้เลยล่ะ”

ดาโลต์ ยืนยัน บรูโน ปรับตัวได้ไวเหมือนอยู่กับผีแดงมาแล้ว 2 ปี