มาเรีย ชาราโปวา

ชาราโปวา นางฟ้าอำลา ประกาศแขวนแร็กเก็ตอย่างเป็นทางการ

         กลายเป็นข่าวช็อกแฟนๆเทนนิสโลกไปแล้ว เมื่อสาว มาเรีย ชาราโปวา เจ้าของฉายานางฟ้าแห่งวงการเทนนิส ประกาศอำลาอาชีพนักหวดลูกสักหลาดเรียบร้อยด้วยวัย 32 ปี

เบ็นนักเทนนิสสาวสวยชาวรัสเซีย ที่ประกาศผ่านนิตยสารโว้กและวานิตี แฟร์ ว่า ฉันขอลาก่อน หลังเล่นเทนนิสมา 28 ปี คว้าแชมป์แกรนด์สแลม 5 สมัยแล้ว ฉันพร้อมที่จะไต่ขึ้นภูเขาลูกใหม่แล้ว เพื่อเอาชนะความท้าทายใหม่ๆ

ล่าสุดสาว ชาราโปวา ได้แจ้งเกิดในวงการเทนนิสในฐานะดาวรุ่งพรสวรรค์สูง เทิร์นโปรตั้งแต่อายุแค่ 16 ปีก่อนจะเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็วด้วยฝีมือไม่ธรรมดาและรูปร่างหน้าตาที่โดดเด่น แต่หลังจากนั้นเธอถูกโทษแบน 15 เดือนรายการออสเตรเลียน โอเพน เมื่อปี 2016

หลังพ้นโทษ ชาราโปวา แทบไม่ได้ลงแข่งขันเลยในช่วงปีที่ผ่านมาเลย เนื่องจากประสบปัญหาอาการบาดเจ็บที่หัวไหล่เรื้อรัง ฟอร์มการเล่นที่ไม่สม่ำเสมอ ประกอบกับมีนักเทนนิสหน้าใหม่ๆพุ่งขึ้นมามากมาย ทำให้เธอตัดสินใจหันหลังให้วงการในที่สุด ซึ่งคาดว่าเธอน่าจะหันไปทุ่มเทเต็มที่กับงานด้านแฟชั่นและธุรกิจส่วนตัวของเธอ

ก่อนจะประกาศแขวนแร็กเก็ต ชาราโปวารั้งมืออันดับ 373 ของโลก มีสถิติอาชีพชนะ 645 แพ้ 171 รวมทั้งเคยครองมือวางอันดับ 1 ของโลกในช่วงปี 2005 เธอคว้าแชมป์แกรนด์สแลมครบทั้ง 4 รายการ รวมทั้งสิ้น 5 สมัย ได้แก่ วิมเบิลดัน 2004, ยูเอส โอเพ่น 2006, ประเทศออสเตรเลียน โอเพ่น 2008 และ เฟรนช์ โอเพ่น 2012 กับ 2014 รวมทั้งเหรียญเงินโอลิมปิก 2012 ที่กรุงลอนดอนของ อังกฤษ

บาเยิร์น มิวนิค

หนทางสดใส บาเยิร์น มิวนิค บุกชนะ เชลซี 3-0 ตุนสกอร์นัดแรก

         ระหว่างการแข่งขันฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 16 ทีม นัดแรก ระหว่าง เชลซี พบกับ บาเยิร์น มิวนิค ที่สนาม สแตมฟอร์ด บริดจ์ เมื่อคืนวันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

  • เริ่มเกมมาได้ 11 นาที ทีมเยือนเกือบได้ประตูออกนำอย่างรวดเร็วจาก คิงส์เล่ย์ โกมัน ทำชิ่งกับ โธมัส มุลเลอร์ หลุดเข้าไปซัดด้วยขวาบอลพุ่งเข้าข้างตาข่ายชนิดได้ลุ้น
  • นาทีที่ 27 “เสือใต้” ได้โอกาสจาก โธมัส มุลเลอร์ จ่ายบอลให้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ หลุดเดี่ยวเข้าไปจิ้มด้วยขวาแต่ วิลลี่ กาบาเยโร่ ออกมาล้มตัวบล็อกเอาไว้ได้ทัน
  • นาทีที่ 35 บาเยิร์น ได้โอกาสอีกครั้งจาก แซร์จ นาบรี้ เปิดบอลเข้าไปในเขตโทษ โธมัส มุลเลอร์ โหม่งกลับหลังบอลพุ่งชนคานกระดอนออกมาอย่างน่าเสียดาย
  • นาทีที่ 43 โอกาสของเจ้าถิ่นจังหวะสวนกลับแล้ว มาร์กอส อลอนโซ่ ลากบอลเข้าเขตโทษก่อนกดเรียดด้วยซ้าย แต่ มานูเอล นอยเออร์ ล้มเชฟเอาไว้ได้ จบครึ่งแรกเสมอกัน 0-0
  • ครึ่งหลังเริ่มเกมมา นาทีที่ 50 บาเยิร์น มาทำประตูขึ้นนำ 1-0 จากการประสานงานกับ แซร์จ นาบรี้ ทำชิ่งกับ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ก่อนได้ซัดด้วยขวาเข้าตุงตาข่ายไป
  • นาทีที่ 54 ทีมเยือนโต้กลับเร็วอีกครั้ง แซร์จ นาบรี้ ทำชิ่งกับ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ก่อนหลุดเข้าไปซัดเสียบโคนเสาเข้าไปเด็ดขาดให้ บาเยิร์น หนีเป็น 2-0
  • นาทีที่ 75 “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค เกมบุกสวนน่ากลัวจริงๆ อัลฟอนโซ่ เดวิส กระชากหลุดเข้าเขตโทษฝั่งซ้ายก่อนเปิดไปเสาสองให้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ยิงบอลเข้าไป บาเยิร์น ทิ้งห่าง 3-0
  • ช่วงท้ายเกม นาทีที่ 84 เจ้าถิ่นต้องมาเหลือ 10 คน เมื่อ มาร์กอส อลอนโซ่ ไปเจตนาเล่นนอกเกมฟาดแขนใส่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ เต็มๆ ผู้ตัดสินขอดู VAR ก่อนชูใบแดงถูกไล่ออกจากสนามไป
  • จบเกม บาเยิร์น มิวนิค บุกถล่ม เชลซี 3-0 โอกาสผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมค่อนข้างสดใส แม้จะต้องลงเล่นเกมนัดที่สองในบ้านตัวเองอีกนัดก็ตาม
  • รายชื่อผู้เล่นของทั้งสองทีม

    เชลซี (3-4-2-1) : วิลลี่ กาบาเยโร่ – เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, อันเดรียส คริสเตนเซ่น, อันโตนิโอ รือดิเกอร์ – รีซ เจมส์, จอร์จินโญ่, มาเตโอ โควาซิช, มาร์กอส อลอนโซ่ – เมสัน เมาน์ท, รอสส์ บาร์คลี่ย์ – โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์

    บาเยิร์น มิวนิค (4-2-3-1) : มานูเอล นอยเออร์ – เบนฌาแม็ง ปาวาร์, เยโรม บัวเต็ง, ดาวิด อลาบา, อัลฟอนโซ่ เดวิส – โยชัว คิมมิช, ติอาโก้ อัลกันตาร่า – แซร์จ นาบรี้ , โธมัส มุลเลอร์, คิงส์เล่ย์ โกมัน – โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

ฟาบริซิโอ ราวาเนลลี ดาวยิงและเพื่อนร่วมงานยอดแย่.. ที่ทุกคนต้องเกรงใจ

ฟาบริซิโอ ราวาเนลลี ดาวยิงและเพื่อนร่วมงานยอดแย่.. ที่ทุกคนต้องเกรงใจ

          ฟาบริซิโอ นักฟุตบอลที่ดูแล้วไม่ใช่เพื่อนร่วมทีมที่ดีนัก เจ้าอารมณ์เป็นที่หนึ่ง ไม่รักษากฎระเบียบ คิดจะทำอะไรก็ทำ แต่เมื่อลงสนามกลับทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี จนคนอื่นๆด่าไม่ลง

          นักเตะสไตล์นี้มีเสน่ห์ลึกลับซ่อนอยู่ พวกเขาจะเป็นนักเตะที่จะพูดว่ารักก็พูดได้ไม่เต็มปาก จะพูดว่าเกลียดก็ไม่ตรงเป๊ะเสียขนาดนั้น.. ทั้งหมดนี้เป็นเพราะความติสต์แตกของนักเตะคนนั้นๆ

          นี่คือเรื่องราวของกองหน้าแห่งยุค 90’s ที่ติสต์ที่สุดคนหนึ่ง คนที่ลงซ้อมแล้วเพื่อนต้องส่ายหัว แต่เมื่อลงสนามกลับเป็นคนแรกที่เพื่อนๆมองหา

           ติดตามเรื่องราวของ ฟาบริซิโอ ราวาเนลลี ได้ที่นี่

วัยแห่งความฝัน 

           ฟุตบอลกัลโช่ เซเรีย อา ของอิตาลี ในยุค 90’s นั้นเฟื่องฟูถึงขีดสุด โดยเฉพาะในส่วนของผู้เล่นเกมรุกนั้นถือว่าเต็มไปด้วยแข้งระดับโลกทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น มาร์โก ฟาน บาสเทน, โรแบร์โต บาจโจ, จูเซ็ปเป ซินญอรี หรือคนอื่นๆ อีกมากมาย

          ในการแข่งขันระดับสูงเช่นนี้ จึงไม่มีที่ว่างให้กับเหล่านักเตะที่มีพรสวรรค์แต่ไร้ความเคารพต่อทีมและเพื่อนร่วมทีมมากนัก ทุกคนต้องสู้เพื่อตำแหน่ง 11 ตัวจริง ดังนั้น ฟาบริซิโอ ราวาเนลลี ในช่วง 90’s ที่ค้าแข้งอยู่กับยูเวนตุส จึงถือเป็นยอดดาวยิงที่ครบเครื่องที่สุดคนหนึ่ง เหตุผลก็เพราะว่าเขาให้ความเคารพและรักสโมสรนี้มากจนสามารถทุ่มเททุกอย่างที่ตัวเองมีได้

          “การได้ย้ายไปอยู่กับยูเวนตุสคือฝันที่เป็นจริงของผม ผมเป็นแฟนของยูเว่มาโดยตลอด ตอนที่เล่นให้กับเรจเจียน่า พอมีข่าวว่าแมวมองของยูเวนตุสมาดูฟอร์ม ผมเหมือนกับเป็นนักเตะที่มีพลังวิเศษเลย” ราวาเนลลีเล่าเรื่องราวจากจุดเริ่มของความยิ่งใหญ่

         “ที่เรจเจียน่า ผมยิงประตูถล่มทลายอยู่แล้ว แต่พอแมวมองของยูเว่มาดูฟอร์มถึงสนาม ผมกลับเก่งยิ่งขึ้นไปอีก ทำได้ดีขึ้นอย่างเหลือเชื่อ ซึ่งผมรู้ว่าจริงๆแล้วมันเป็นโอกาสที่ดีที่สุดในชีวิต มันไม่ใช่พลังวิเศษอะไรหรอก ผมแค่ใส่ทุกอย่างที่ผมมีลงไป เพราะผมไม่ต้องการจะพลาดโอกาสครั้งสำคัญนี้” 

          ความรู้สึกของเด็กหนุ่มที่ถูกสโมสรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ แถมยังเป็นสโมสรที่ตัวเองเชียร์เฝ้ามอง สามารถบอกเราได้แบบไม่ต้องใช้คำพูดมากมายว่าราวาเนลีในตอนนั้นร้อนแรงในเรื่องของการยิงประตู อันเป็นเหตุเพราะความมุ่งมั่นที่พุ่งทะยานถึงขีดสุด และไม่ว่าใครก็ตามบนโลกนี้ที่มีความปรารถนาแรงกล้า และมีความมุ่งมั่นทุกขณะจิต เมื่อนั้นความสำเร็จไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

           ที่ยูเวนตุส ไม่มีเลยสักเวลาที่ราวาเนลลีทำผลงานได้ตกต่ำจนหลายคนส่ายหัว แต่ตรงกันข้าม มันกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้เขาจะมาจากเซเรีย บี (ลีกรอง) แต่เมื่อมาเล่นให้กับยูเวนตุส ราวาเนลลียกระดับตัวเองขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยการก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีมทันทีตั้งแต่ฤดูกาลแรก (1992-93)

            ทุกอย่างมันเหมือนเคมีที่เข้ากันอย่างลงตัว ยูเวนตุส คือสโมสรที่ดีที่สุดและไม่เคยพอใจกับผลเสมอ ขณะที่ราวาเนลลีในช่วงวัยรุ่นเป็นพวกเลือดร้อนและมีความกระหายยิ่งกว่าใคร ดังนั้น ไม่ใช่แค่ฝีเท้าเท่านั้นที่ทำให้เขาได้รับสิทธิ์ขึ้นมาเป็นดาวยิงหมายเลข 1 ของทีม แต่มันเป็นเพราะทัศนคติที่เหนือกว่าการเป็นนักฟุตบอลอาชีพไปอีกขั้น

            ปีแรกกับยูเวนตุส เขาพาทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า คัพ ขณะที่ให้หลังมาอีก 2 ปี ราวาเนลลีระเบิดฟอร์มที่ดีที่สุดในชีวิตด้วยการยิง 30 ประตู ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา และฤดูกาล 1995-96 เขาสานต่อความสำเร็จครั้งใหญ่ด้วยการพายูเวนตุสเถลิงแชมป์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปอย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

            4 ปีกับยูเวนตุสดำเนินไปตามเส้นทางของยอดนักเตะอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม โลกฟุตบอลมักมีอะไรเกิดขึ้นแบบไม่ทันได้คาดคิดและมีเวลาพอให้เตรียมตัวเสมอ.. หลังจากคว้าแชมป์ยุโรป ราวาเนลลีก็ต้องได้รับข่าวที่เขาไม่อยากจะเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นกับตัวเองที่ทำผลงานได้ดี เป็นแข้งคนสำคัญ และเป็นที่รักของแฟนๆทุกคน

ย้ายแบบไม่อยากย้าย 

            ราวาเนลลี ในวัย 28 ปี ถูกเรียกว่า 1 ในกองหน้าแห่งยุคไปแล้ว ณ เวลานั้น (หลังคว้าแชมป์ยุโรป) และในช่วงวัยดังกล่าวน่าจะเป็นช่วงเวลาที่พีกที่สุดของนักฟุตบอลคนหนึ่งที่มีพร้อมทั้งฝีเท้า, ทัศนคติ และ วุฒิภาวะ ดังนั้นไม่มีใครคิดว่ายูเวนตุสจะโละนักเตะที่มีพร้อมทุกอย่างออกจากทีม

           ในยุคของประธานสโมสรที่ชื่อว่า วิคตอริโอ ชูซาโน (Vittorio Chiusano) การนำ มาร์เชลโล ลิปปี เข้ามาคุมทีมในปี 1994 ถือเป็นการยกระดับทีมขึ้นมาอีกขั้นโดยแท้จริง ลิปปีเป็นคนที่สามารถสร้างบรรยากาศให้นักเตะในทีมมั่นใจ มีจิตวิญญาณของผู้ชนะ ทว่าคนเก่งๆอย่างลิปปีมักจะมีแนวคิดหัวก้าวหน้าที่ไม่หยุดนิ่ง.. เขาไม่เคยให้เกรดการทำงานของตัวเองในระดับเพอร์เฟ็กต์เลย มีแต่ต้องดีขึ้นในปีต่อๆไป

           และแนวคิดนี้เอง ทำให้ราวาเนลลีต้องออกจากทีมไปในฤดูกาล 1996-97 เพราะลิปปีปรับโครงสร้างนักเตะเกมรุกใหม่โดยใช้ อเลสซานโดร เดล ปิเอโร ขึ้นเป็นศูนย์กลางของทีมเต็มตัว พร้อมด้วยการเสริมทัพของแข้งระดับพระกาฬอย่าง อเลน บ็อกซิช กองหน้าที่ดีที่สุดของลาซิโอในเวลานั้น และ คริสเตียน วิเอรี เจ้าของฉายา “บอมบ์เบอร์” ดาวยิงที่จะก้าวขึ้นมาเป็นแข้งแถวหน้าของประเทศ

           สำคัญที่สุดคือการมาของเพลย์เมคเกอร์ที่ดีที่สุดแห่งยุคอย่าง ซีเนดีน ซีดาน จอมทัพชาวฝรั่งเศสที่ซื้อมาจากบอร์กโดซ์ เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่ลิปปีต้องการคือความสมดุลในเกมรุก เขาอยากให้ซีดานเป็นผู้เริ่มงาน มี เดล ปิเอโร เป็นคนจบงาน และมีตัวสอดแทรกอย่าง บ็อกซิช และ วิเอรี คอยสแตนด์บาย นี่คือการเกลี่ยทีมที่ลิปปีเชื่อว่ามันดีที่สุด และมันก็ดูจะถูกใจผู้เล่นในทีมเป็นอย่างมาก

          ซีดานคือโคตรของโคตรพรสวรรค์ คุณรู้ไหมอะไรที่ทำให้เขาคือขั้นกว่าของอัจฉริยะ?.. เขาเป็นนักเตะที่พร้อมจะทำเพื่อทีม เขาไม่เคยเห็นแก่ตัวเลยสักครั้งที่อยู่ในสนาม นี่คือผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมที่สุด และผมโชคดีจริงๆที่ได้เล่นคู่กับเขา” นี่คือสิ่งที่ เดล ปิเอโร พูดถึงคู่หูคนใหม่ ซึ่งชัดเจนว่าลิปปีจำเป็นที่จะต้องขายราวาเนลลีออกไปด้วยเหตุผลนี้เอง

         “แน่นอน ผมไม่ควรจะต้องย้ายออกจากยูเวนตุสเลย แต่ตอนนั้นผมมีความทะนงตัวอยู่พอสมควร ผมคิดว่าผมเองก็ไม่ใช่นักเตะธรรมดาๆ และแข็งแกร่งพอที่จะออกจากทีมไปและเล่นที่ไหนก็ได้” ราวาเนลลีกล่าว

          ไม่แปลกหรอกที่เขาจะมั่นอกมั่นใจในฝีเท้าของตัวเอง เพราะตัวเลขสถิติ รวมถึงถ้วยแชมป์ มันฟ้องทุกอย่างว่าเขาคือนักเตะที่ยอดเยี่ยมจริงๆ แต่บางครั้งอะไรที่มันมากเกินไปก็ไม่ดี และความมั่นใจที่ล้นเหลือและอีโก้ที่สูงปรี๊ด ก็ทำให้เขาเจอปัญหาจนได้ในการย้ายทีมครั้งต่อไป

          เดอะ โบโร่.. ขวัญใจแฟน แต่ขัดใจเพื่อน 

         ราวาเนลลีเปลี่ยนจากแชมป์ยุโรปไปสู่สมาชิกทีมระดับกลางๆของพรีเมียร์ลีกอย่าง มิดเดิลสโบรช์ ด้วยค่าตัว 7 ล้านปอนด์ รับค่าเหนื่อยมากที่สุดในทีมถึงสัปดาห์ละ 42,000 ปอนด์ ดีกรีของเขาถือว่าสูงกว่านักเตะทุกคนในทีม และยิ่งการลงสนามนัดแรกให้กับต้นสังกัดใหม่ ราวาเนลลีสามารถกดแฮตทริกใส่ลิเวอร์พูลได้ทันทีในเกมเปิดสนามที่เสมอกัน 3-3 ดังนั้นอีโก้เขาจึงสูงจนยากจะหยุดอยู่ภายในเวลาอันรวดเร็ว

       “คือมันเหมือนกับทีมของคุณมีนักเตะแบบ เมสซี หรือ โรนัลโด นั่นแหละ (การมีนักเตะอย่างราวาเนลลีอยู่ในทีม)” เคร็ก ฮิกเน็ตต์ นักเตะของ เดอะ โบโร่ ในยุคนั้นกล่าว

         มาถึงตรงนี้ การมาของราวาเนลลีควรจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และเป็นขวัญกำลังใจให้กับเพื่อนร่วมทีม แต่ความจริงมันไม่ได้สวยงามอย่างนั้น ราวาเนลลีไม่เคารพกฎของสโมสร เขาคิดว่าตัวเองใหญ่ค้ำฟ้า

         ไม่มีการอ่อนน้อมถ่อมตนเหมือนกับตอนที่เขาอยู่ที่ยูเวนตุสเลยแม้แต่น้อย ยิ่งมีนักเตะอย่าง จูนินโญ เปาลิสตา และ เอแมร์สัน อยู่ในทีมโบโร่ชุด  นั้นจึงเป็นบอลที่ไม่มีทีมเวิร์กเลย แค่ส่งให้ 3 แข้งเทพจัดการ ทุกอย่างก็เรียบร้อย คนอื่นๆเป็นแค่ส่วนประกอบเท่านั้น

       “สตีฟ กิบสัน (ประธานสโมสร) บอกเราว่า เราจะไปสู่ความยิ่งใหญ่ เขาอยากให้ทีมกลับสู่ความรุ่งโรจน์อีกครั้งเหมือนในยุค 70’s ที่เรามี แจ็คกี ชาร์ลตัน แต่บอกตรงๆ มันโคตรจะไม่เวิร์กเลย สิ่งที่เกิดขึ้นในสนามมันหาคำว่าทีมไม่เจอ แต่มันคือการเล่นกันของ 3 นักเตะเวิลด์คลาส กับ 8 นักเตะบ้านๆที่เป็นตัวประกอบ” เอริค เพย์เลอร์ นักข่าวท้องถิ่นกล่าวถึงทีมในเวลานั้น

เพื่อนร่วมทีมในหมวดหมู่ นักเตะบ้านๆ” ให้สัมภาษณ์ถึงราวาเนลลีตรงกันเกือบจะทั้งหมด พวกเขาเรียกราวาเนลลีว่า “ไอ้อิตาเลียนขี้วีน” แต่ก็ต้องยอมรับว่า ถ้าเขาไม่ลงสนาม ทีมก็ไปไม่ถึงไหนอยู่ดี

        “คือยังไงล่ะ ครึ่งหนึ่งในทีมเกลียดขี้หน้าเขามาก ส่วนอีกครึ่งก็ดูจะรักเขา จริงๆเขาเป็นคนที่ทำงานหนักเพื่อทีมนะ แถมเก่งมากที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น แต่ในฐานะคนๆหนึ่ง หมอนี่มันโคตรยียวนเลย ราวาเนลลีเห็นแก่ตัวในทุกสิ่งที่เขาลงมือทำ” ฮิกเน็ตต์ขยายความต่อ

          ขณะที่ ยาน อาเก ยอร์ทอฟต์ (Jan Aage Fjortoft) ก็บอกไปในทิศทางเดียวกันว่าราวาเนลลีเอาแต่ใจตัวเอง จนเพื่อนๆเลิกผิดหวังแล้ว แต่กลายเป็นขำกับแต่ละเรื่องที่เขาทำมากกว่า

       “ในช่วงประชุมทีม ราฟ (ชื่อเล่นของ ราวาเนลลี) พูดแทรกเสียงดังโหวกเหวก เขาชอบบ่นเป็นภาษาอิตาลีว่า ‘พอได้แล้วเฮ้ย ข้าอยากจะกลับบ้านเข้าใจป่ะ?’ คือผมเห็นแล้วผมก็อดหัวเราะไม่ได้เลย คุณรู้ไหมว่า ไบรอัน ร็อบสัน ตอบเขาว่าไง ‘นายหมายความว่า โอเคใช่ไหมกับสิ่งที่เราประชุม?’ และเรื่องจบลงที่ล่ามของราวาเนลลีตอบคำถามนี้ให้เอง ‘ใช่แล้ว เขาเข้าใจแล้วล่ะ'” แข้งชาวนอร์เวย์ เล่าเรื่องความเก๋าของราวาเนลลีที่ เดอะ โบโร่

          สิ่งหนึ่งที่คุณไม่สามารถปฏิเสธได้คือ ราวาเนลลียังคงเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมไม่เปลี่ยนแปลง เขายิงประตูไปทั้งหมด 31 ลูก พาทีมเข้าชิงฟุตบอลถ้วยในประเทศ 2 รายการในปีเดียว.. แต่เมื่อโบโร่เป็นทีมที่เล่นแบบ 8+3 พวกเขาจึงไปไหนได้ไม่ไกล.. แพ้ในรอบชิงชนะเลิศทั้ง เอฟเอ คัพ และ ลีก คัพ (ปัจจุบันเป็น คาราบาว คัพ) และหนักที่สุดคือการตกชั้นอีกต่างหาก

        “ผมแสดงให้เห็นแล้วว่าผมเล่นได้ดีขนาดไหนที่โบโร่ แต่มันต่างกันอยู่นะกับการเล่นให้ยูเวนตุส ผมได้ข้อคิดข้อหนึ่ง คือเมื่อคุณจะออกจากสโมสรที่แข็งแกร่งและเป็นโคตรทีม คุณควรกลับไปคิดสัก 100 ครั้งว่าจะย้ายจริงเหรอ? ซึ่งผมดันไม่ได้คิดแบบนั้น และสุดท้ายก็ต้องมานั่งเสียใจที่เลือกย้ายออกมา” ราวาเนลลีกล่าวถึงความผิดพลาดที่ทำให้เขามาเล่นในอังกฤษและจบแบบไม่สวยเท่าไรนัก

         ตกตะกอนทางความคิด 

          ช่วงเวลาหลังจากนั้น ราวาเนลลีกลายเป็นนักเตะพเนจร ด้วยการไปเล่นให้กับทีมในฝรั่งเศสอย่าง โอลิมปิก มาร์กเซย กลับอิตาลีไปเล่นให้ ลาซิโอ และหวนคืนสู่ฟุตบอลอังกฤษแบบสั้นๆกับ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ ไปจนถึงทีมเล็กๆในสก็อตแลนด์อย่าง ดันดี ซึ่งจบด้วยการแขวนสตั๊ดกับ เปรูจา ซึ่งเป็นทีมในเมืองเกิดและแจ้งเกิดบนเส้นทางอาชีพของเขา

          การออกจากมิดเดิลสโบรช์ เกิดขึ้นพร้อมๆกับการมาถึงขาลงของเขา และการผจญภัยไปยังที่ต่างๆในช่วงอายุที่มากขึ้นและฝีเท้าที่ค่อยๆหายไป ทำให้ราวาเนลลีเข้าใจอะไรหลายอย่างมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่กลับมาเล่นให้กับดาร์บี้ในฤดูกาล 2001-02 นั้น

         นักเตะดาร์บี้ไม่มีใครบ่นถึงพฤติกรรมเอาแต่ใจและใหญ่เกินทีมของเขาเหมือนกับที่โบโร่เลย

         ราวาเนลลีพอจะเข้าใจแล้วว่าเขาควรจะทุ่มเทให้กับการเล่นมากกว่านี้ และเลิกทำเป็นเล่นกับความศรัทธาของแฟนบอลและเพื่อนร่วมทีม

       “ฟุตบอลอังกฤษถือเป็นฟุตบอลที่แท้จริง แข็งแกร่งและยุติธรรม แฟนๆเต็มไปด้วยแพสชั่น พวกเขาสนับสนุนคุณอย่างไร้เงื่อนไข ไม่มีที่ไหนคุณสามารถมีชีวิตกับฟุตบอลได้ดีเหมือนกับอังกฤษอีกแล้ว ผมไปเล่นมาก็หลายที่ในต่างแดน ที่มาร์กเซย แฟนๆก็รักผมนะ แต่ผมมาคิดได้ว่าบางทีผมน่าจะอยู่ที่อังกฤษให้นานกว่านี้” ราวาเนลลีในวัยแขวนสตั๊ดพูดถึงการหนีออกจากโบโร่ทันทีหลังทีมตกชั้น

       “ผมยิง 31 ลูกในซีซั่นแรกที่อังกฤษ ผมคิดว่ามันไม่เลวร้ายเลยนะ มีหลายอย่างที่เกิดขึ้นหลังจากที่ผมย้ายออกจากยูเวนตุส ผมยอมรับว่าผมเสียใจที่ผมเลือกย้ายออกมา แต่ความจริงคือผมเองก็รักทุกช่วงเวลาตลอดทั้งฤดูกาลที่เล่นให้มิดเดิลสโบรช์ด้วย” 

      “ย้อนกลับไป มันน่าเสียดายที่เราตกชั้น แต่ผมก็ยังจำบรรยากาศทั้งหมดที่เกิดขึ้นในตอนนั้นได้ดี ทุกครั้งที่ผมกลับมาอังกฤษ แฟนๆที่เดินผ่านจะเข้ามาทักทาย พวกเขายังจำผมได้อยู่เลย.. แฟนๆของ เดอะ โบโร่ ยังอยู่ในหัวใจผมเสมอ และผมก็คิดว่าผมเองยังอยู่ในหัวใจของพวกเขาด้วย” ราวาเนลลีกล่าวทิ้งท้าย

 ฟาบริซิโอ ราวาเนลลี ดาวยิงและเพื่อนร่วมงานยอดแย่.. ที่ทุกคนต้องเกรงใจ

 

 

ซานโช ส่อลาเสือเหลือง ผีแดงรอเซ้งต่อซัมเมอร์นี้รอได้เลย!

ซานโช ส่อลาเสือเหลือง ผีแดงรอเซ้งต่อซัมเมอร์นี้รอได้เลย!

         Sky in Germany’ รายงานว่า เจดอน ซานโช่ แข้งอนาคตไกลของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ จะย้ายออกจากสโมสรแน่นอนในช่วงตลาดหน้าร้อนที่จะถึงนี้จดอน ซานโช ปีกดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษ เตรียมโบกมืออำลา โบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ ต้นสังกัดในศึกบุนเดสลีกา เยอรมนี แล้วในช่วงซัมเมอร์นี้ โดยมี แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยักษ์ใหญ่เมืองผู้ดี ที่กำลังให้ความสนใจอยากได้ตัวไปร่วมทัพ ตามรายงานจาก สกาย เยอรมนี สื่อดังของเมืองเบียร์

         ไอ้หนูวัย 19 ปีฉายแสงเจิดจรัสบนเวที บุนเดสลีกา นับตั้งแต่ย้ายออกจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปเมื่อปี 2017 ทำให้เขาตกเป็นข่าวกับสโมสรระดับยักษ์ใหญ่อยู่ตลอด

         แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคือหนึ่งในสโมสรยักษ์ใหญ่ที่ให้ความสนใจ นี่คือสิ่งที่ผมได้ยินมา

         มิคาเอล ซอร์ค ผู้อำนวยการของ ดอร์ทมุนด์ บอกเมื่อสัปดาห์ก่อนในการให้สัมภาษณ์ว่าเขายังไม่ได้รับข้อเสนออะไรมาเพื่อ เจดอน ซานโช่ เลยมาในวันนี้ผมถามเขาอีกครั้งและเขาก็แค่ยิ้มตอบ”

       “เจดอน ซานโช จะย้ายไปจากดอร์ตมุนด์ในช่วงซัมเมอร์นี้ มันจะเกิดขึ้นแน่นอน มันยังไม่ชัดเจนว่าเขาจะย้ายไปอยู่กับใคร แต่ที่ผมรู้มาก็คือ แมนฯ ยูไนเต็ด คือหนึ่งในสโมสรใหญ่ที่สนใจในตัวเขา มิชาเอล ซอร์ก ผอ.กีฬาของดอร์ตมุนด์ ให้สัมภาษณ์เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า เขายังไม่เคยได้รับข้อเสนอขอซื้อ เจดอน ซานโช วันนี้ผมถามเขาดูอีกครั้ง และเขาก็แค่ยิ้มตอบ”

      “มันต้องมีข้อเสนอขอซื้อ ซานโช เข้ามาแน่นอนในอนาคต เขากำลังพัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ เขาดูอ่อนล้ามาก ๆ ในช่วงท้ายของครึ่งฤดูกาลแรก แต่ตอนนี้เขาฟิตเต็มที่ และเล่นได้ดีมาก ๆ แถมยังปรับปรุงเรื่องความประพฤติขึ้นมาด้วยเช่นกัน” ฟอน อิชมันน์ กล่าว.

 

ซานโช ส่อลาเสือเหลือง ผีแดงรอเซ้งต่อซัมเมอร์นี้รอได้เลย!

"จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม" รับคำท้าดวล "ไอร์แลนด์เหนือ"

“จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม” รับคำท้าดวล “ไอร์แลนด์เหนือ” ไม่ใช่งานง่าย

         จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม มิดฟิลด์คนสำคัญ ของ หงส์แดง เห็นด้วยว่า เกมบุกเยือน ไอร์แลนด์เหนือ ในศึกฟุตบอล “ชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป” รอบคัดเลือก (ยูโร 2020) คืนวันนี้ ไม่ใช่งานง่าย แต่เชื่อว่า “อัศวินสีส้ม” แกร่งพอที่จะเป็นฝ่ายคว้าแชมป์

ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ จ่าฝูงกลุ่ม ซี จะต้องคว้าแชมป์ให้ได้ เพื่อรักษาผู้นำของกลุ่มเอาไว้ หลังจากพวกเขามี 15 แต้มเสมอกันกับ ทีมชาติเยอรมัน จากการแข่งไปแล้ว 6 นัด แต่ เฮด-ทู-เฮด ดีมากกว่า

โดย กองกลางเลือดอัศวิน วัย 29 ปี ที่พร้อมออกตัวเป็น 11 ตัวจริง จำเป็นต้องกระตุ้นเพื่อนร่วมทีมให้เล่นกันอย่างเต็มที่เพื่อเอาชนะ ไอร์แลนด์เหนือ ที่เล่นในรังตัวได้ออกจะหนักแน่น ประกอบกับเป็นทีมที่มีเกมรับแน่นแฟ้น ดังนั้น ก็เลยไม่ใช่งานง่ายที่เอาชนะ

 

"เพรสตัน นอร์ท" ชิงอดีตแข้งดาวยิง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เสริมแกร่ง

“เพรสตัน นอร์ท” ชิงอดีตแข้งดาวยิง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เสริมแกร่ง

         “เพรสตัน นอร์ท เอนด์” ทีมชื่อดังใน แชมเปี้ยนชิพ อังกฤษ ชิงแข้ง สกอตต์ ซินแคลร์ อดีตดาวยิง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เข้ามาร่วมทัพอย่างเป็นทางการแล้ว

         เพรสตัน นอร์ท เอนด์ ทีมชื่อดังใน แชมเปี้ยนชิพ อังกฤษ ตกลงชิงแข้ง สกอตต์ ซินแคลร์ อดีตดาวยิง “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เข้ามาร่วมทัพด้วยค่าจ้างราวๆ 3.3 ล้านปอนด์ (ประมาณ 130 ล้านบาท) พร้อมสัญญา 2 ปีครึ่ง อย่างเป็นที่เรียบร้อยแล้วแข้งเลือดผู้ดี วัย 30 ปี ผ่านการชิงแข้งกับทีมชั้นหนึ่งทั่วสหราชอาณาจักรมาอย่างโชกโชน โดย “ซินแคลร์” ถูก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชิงแข้งมาร่วมทัพด้วยเม็ดมหาศาลกว่า 7.02 ล้านปอนด์ (ราวๆ 278 ล้านบาท) เมื่อปี 2012 แต่ว่าเจ้าตัวกับไม่สามารถแจ้งเกิดได้ ทำให้เจ้าตัวถูกขายขาดให้ แอสตัน วิลล่า หลังจากลงไปในสนามไปเพียงแค่ 19 นัด

"เพรสตัน นอร์ท" ชิงอดีตแข้งดาวยิง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เสริมแกร่ง

โดย สกอตต์ ซินแคลร์ รู้สึกดีใจสุด ๆ ที่ได้รับช่องทางกลับมาค้าหน้าแข้งในอังกฤษกับ เพรสตัน นอร์ท เอนด์ ทีมอันดับ 9 ของ แชมเปี้ยนชิพ อังกฤษ นอกเหนือจากนี้เจ้าตัวยังวางเป้าพาทีมเลื่อนชั้นในฤดูกาลนี้

มีเสียว! "นาโปลี" นำสองลูกโดน "ลาซามพ์" ตามเอาคืนท้ายเกมชนะ 4-2

มีเสียว! “นาโปลี” นำสองลูกโดน “ลาซามพ์” ตามเอาคืนท้ายเกมชนะ 4-2

          นาโปลี จากที่คิดว่าที่จะชนะง่ายๆ หลังจากนำไปก่อน 2 ประตู แต่โดน ซามพ์โดเรีย ตามตีเสมอ ก่อนผู้เล่นสำรองจะมานำชัยท้ายเกมทำให้ชนะ 4-2

         การแข่งขันฟุตบอลกัลโช เซเรียอา อิตาลี ในคืนมันเดย์ไนท์  วันจันทร์ที่ 3 ก.พ. 2563 คู่ระหว่าง ซามพ์โดเรีย ทีมอันดับที่ 16 ของตาราง เปิดบ้านพบกับ นาโปลี ทีมอันดับ 10 เริ่มทีมเยือนในเกมนี้ ที่คุมกองโดย เจนนาโร กัตตูโซ จัดการส่งผู้เล่นชุดที่ดีที่สุดลงสนาม นำโดย โฆเซ กาเยฆอน, โลเรนโซ อินซิญเญ และ อาร์คาดิอุสซ์ มิลิค ส่วนเจ้าถิ่นลาซามพ์มีผู้จัดการทีมชื่อดังอย่าง เคลาดิโอ รานิเอรี คุมกอง โดยมีสองดาวเตะตัวเก๋าอย่าง กัสตอน รามิเรซ และ ฟาบิโอ กวายาเรลลา ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงเหมือนเดิม

         ครึ่งแรกเริ่มมาได้ 3 นาที นาโปลี  ได้ประตูออกนำไว 1-0 เมื่อ ปิโอเตร เซียลินสกี ครอสบอลโด่งจากทางด้านซ้ายไปให้กับ มิลิค กระแทกเข้าไปอย่างเต็มศีรษะ จากนั้นนาทีที่ 16 ทัพอัซซูรา ได้นำเป็น 2-0 จากจังหวะเล่นลูกเตะมุม โจวันนี ดี โลเรนโซ โหม่งเช็ดต่อไปให้ เอลิฟ เอลมาสที่ขึ้นมาสอดตรงแถวสอง และซัดเข้าไปไม่เหลือ แต่แล้วนาทีที่ 26 เจ้าถิ่นก็มาได้ประตูเป็น 2-1 จาก กวายาเรลลา หลังซัดด้วยท่าวอลเลย์เข้าไปแบบสวยงาม ก็จบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้

        ครึ่งหลังนาทีที่ 56 รามิเรซ จักรยานอากาศตีเสมอให้กับลาซามพ์ ก่อนที่ผู้ตัดสินจะเรียกดูวีเออาร์ และกลับคำตัดสินให้ไม่ได้ประตู เนื่องจาก มาโนโล กับเบียดินี ไปทำแฮนด์บอลในรอบก่อนหน้านี้ อย่างไงก็ตามนาทีที่ 72 วีเออาร์กลับมาแก้ตัวช่วยให้เจ้าถิ่นได้ลูกจุดโทษ จากจังหวะที่ คอนสแตนตินอส มาโนลาส ไปเตะข้อเท้า กวายาเรลลา ล้มลงในกรอบของเขตโทษ ซึ่งคนที่รับหน้าที่จัดการคือ กับเบียดินี บรรจงยิงด้วยเท้าซ้ายเข้าไปทางขวาเสียบเสาเข้าไปแบบหมดจด ทำให้ตีเสมอเป็น 2-2 จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงท้ายเกมนาทีที่ 83 นาโปลี มายิงออกนำอีกครั้ง 3-2  จังหวะที่ อินซิญเญ ซัดไปติดผู้เล่นแนวรับของเจ้าถิ่น บอลกระดอนมาเข้าทาง ดีเอโก เดมเมอ ตัวสำรองที่เพิ่งถูกส่งลงมาตะบันตุงตาข่าย และช่วงทดเจ็บ ดรีส์ เมอร์เทนส์ ลงมาทำประตูให้กับทีม พร้อมกับจบเกม นาโปลี บุกมาชนะ ซามพ์โดเรีย ด้วย 4-2 ครั้งที่ 10 เช่นเดิม.

มีเสียว! "นาโปลี" นำสองลูกโดน "ลาซามพ์" ตามเอาคืนท้ายเกมชนะ 4-2

 

ตัดเกรดแข้ง "ลิเวอร์พูล" หลังผ่านไปครึ่งฤดูกาล

ตัดเกรดแข้ง “ลิเวอร์พูล” หลังผ่านไปครึ่งฤดูกาล

         ตัดเกรดแข้ง “ลิเวอร์พูล” โดยคิดค่าเฉลี่ยจากผลงานทั้งหมดในครึ่งแรกของฤดูกาล หลังช่วยเหลือกันทำผลงานยอดเยี่ยมขึ้นนำเป็นจ่าฝูง พรีเมียร์ลีก

         หงส์แดง เอคโค่ ข่าวอังกฤษ ตัดเกรดแข้ง ลิเวอร์พูล ในช่วงครึ่งแรกของฤดูกาล 2019/20 โดยนำคะแนนจากการลงแข่งขันทุกนัดมาคิดเป็นค่าเฉลี่ย ซึ่งผลปรากฏว่า เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ เสาหลังชาวดัตช์ ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ที่ค่าเฉลี่ย 7.19 คะแนน

         คะแนนเฉลี่ยการแข่งของ ลิเวอร์พูล ครึ่งแรกของฤดูกาล (จะต้องลงแข่งอย่างต่ำ 10 นัด และนัดละอย่างต่ำ 15 นาที)

เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ – 7.19
โฌแอล มาติป – 7.18
เดยัน ลอฟเรน – 7.17
ฟาบินโญ่ – 7.16
นาบี เกอิต้า – 7.09
ซาดิโอ มาเน่ – 7.08
โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ – 7.00
โมฮาเหม็ด ซาลาห์ – 7.00
จอร์แดน เฮนเดอร์สัน – 6.96
แอนดี้ โรเบิร์ตสัน – 6.89
เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ – 6.88
อลีสซง เบ็คเกอร์ – 6.76
เจมส์ มิลเนอร์ – 6.76
อาเดรียน – 6.67
โจ โกเมซ – 6.53
จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม – 6.48
อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน – 6.47

รายการต่อไป “ดานี่ อัลเวส” พร้อมฝ่าพรีเมียร์ลีก

รายการต่อไป “ดานี่ อัลเวส” พร้อมฝ่าพรีเมียร์ลีก

         ดานี่ อัลเวส แข้งจอมเก๋าของ “เปแอสเช” ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ยืนยันว่าต้องการเล่นในสนาม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ก่อนที่จะเลิกเล่น พร้อมชูว่าเป็นลีกที่ยอดเยี่ยม

         แบ็คขวาวัย 35 ปี กล่าวความรู้สึกในใจว่า ในช่วงปลายชีวิตค้าลำแข้งต้องการเปลี่ยนไปเล่นในสนาม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ สักรอบ แม้ว่าก่อนหน้านี้เจ้าตัวจะไม่เคยยอมตกลงที่จะเปลี่ยนไปเล่นให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับ เชลซี มาแล้วก็ตาม

         “ความคิดที่ว่าบางทีผมอาจจะเลิกเล่นเตะโดยที่ไม่สามารถได้ไปเล่นในสนาม พรีเมียร์ลีก เลย มันไม่มีทางเป็นไปได้หรอก ผมว่า พรีเมียร์ลีก คือลีกที่อัศจรรย์ที่สุดในโลก สิ่งแรกเลยเป็นนักฟุตบอลที่ได้รับความนับถือจากแฟนๆ อีกอย่างคือการมีอารมณ์ร่วมในสนาม หากผมได้ไปเล่นที่นั่น คงจะเป็นอะไรที่ผมดีใจมากๆ” อัลเวส กล่าว

         สำหรับ ดานี่ อัลเวส เปลี่ยนจาก ยูเวนตุส มาเข้าร่วม ปารีส แซงต์ แชร์กแมง เมื่อฤดูกาล 2017 ที่ผ่านมา แต่ได้รับบาดเจ็บที่หัวเข่าข้างขวา ตั้งแต่ พ.ค. โดยปัจจุบันจะกลับมาลงสู่สนามได้อีกรอบแล้ว

"ราดาเมล ฟัลเกา" จะพาทีม โมนาโกบุกถล่ม แซงต์ เอเตียน

“ราดาเมล ฟัลเกา” จะพาทีม โมนาโกบุกถล่ม แซงต์ เอเตียน

         ราดาเมล ฟัลเกา กองหน้าจอมเก๋าของ โมนาโก ทีมใหญ่จากฝรั่งเศส จะพาทัพบุกไปถล่ม แซงต์ เอเตียน ในศึกฟุตบอลลีกเอิง ฝรั่งเศส 2017-18 ในคืนวันศุกร์ที่ 15 ธันวาคมที่ใกล้จะถึงในเร็วๆนี้

         โมนาโก ผู้ท้าชิง มีสถิติ 5 เกมหลังสุดที่ออกจะใช้ได้เลยทีเดียวโดยชนะ 3 แพ้ไป 2 และ 2 เกมท้ายสุดพวกเขาสามารถเอาชนะได้ทั้ง 2 เกม กับทางเจ้าถิ่น แซงต์ เอเตียน มีสถิติ 5 เกมท้ายสุดไม่ค่อยตอบโต้ดีนัก โดยพวกเขาตีเสมอไป 2 แพ้ไป 3 โดยไม่ใช่ใครเลย สำหรับการพบกันของทั้งสองทีม 6 เกมหลังสุด ก็เป็นทางฝ่ายทีมบุกอย่าง โมนาโก ที่ทำได้ดีกว่าโดยชนะ 2 ตีเสมอ 4 และไม่เคยแพ้เลยใน 6 เกมหลัง ดังนั้นในวันนี้ได้มีการคาดเดากันว่า เจ้าถิ่น ไม่น่าจะยับยั้งความเร่าร้อนของผู้ท้าชิงอย่าง โมนาโก เอาอยู่แน่ๆ เนื่องจากสถิติประกอบกับใน 2 เกมปัจจุบัน ดูทีมบุกแกร่งกว่ามาก ฉะนั้นจึงคาดว่าวันนี้ ทีมบุกจะทำได้เกิน 2 ประตูแน่ๆ

         ซึ่ง ราดาเมล ฟัลเกา กองหน้าจอมโหดของทีมได้ออกมากล่าวถึง การบุกมาเยือน แซงต์ เอเตียน ในเกมนี้ก็นับว่าไม่แย่มากเท่าไหร่ เนื่องจากเจ้าบ้านเดี๋ยวนี้ไม่ได้อยู่ในช่วงที่เก่งอะไรมากนัก พร้อมกับ นักฟุตบอลโมนาโกมีความแน่วแน่มากขึ้น หลังเอาชนะมา 2 เกมติดต่อ